คุณค่าในเชิงบทบาทหน้าที่

จาก Wiki สารานุกรม จ.พิษณุโลก

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

1. คุณค่าในเชิงบทบาทหน้าที่

ทฤษฎีบทบาทหน้าที่นิยมมองว่า วัฒนธรรมส่วนต่างๆ ในสังคม มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั้งทางด้านปัจจัยพื้นฐาน ด้านความมั่นคงของสังคม และความมั่นคงทางด้านจิตใจ วัฒนธรรมในส่วนที่เป็นคติชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าประเภทต่างๆ เพลง การละเล่น การแสดง ความเชื่อ พิธีกรรม ล้วนมีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทางด้านจิตใจและช่วยสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงทางวัฒนธรรมให้แต่ละสังคม

หากพิจารณาตามกรอบของทฤษฎีบทบาทหน้าที่นิยม เพลงกล่อมเด็กจังหวัดพิษณุโลกซึ่งเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมของคนพิษณุโลกก็ย่อมจะต้องมีคุณค่าในเชิงบทบาทหน้าที่อันช่วยตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทางด้านจิตใจและช่วยสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงทางวัฒนธรรมให้แก่สังคมเมืองพิษณุโลกด้วยเช่นกัน จากการศึกษาเพลงกล่อมเด็กจังหวัดพิษณุโลกพบว่ามีคุณค่าในเชิงบทบาทหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. ช่วยกล่อมให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น หลับสนิท และไม่ร้องกวน

วัตถุประสงค์ของการที่มีเพลงกล่อมเด็กเกิดขึ้นนั้น ก็เพื่อจะกล่อมเด็กให้นอนหลับเพื่อที่ผู้ที่ดูแลเด็กจะได้ไปประกอบการงาน ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กจึงมีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการกล่อมให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น และหลับสนิท ไม่ร้องกวน ทำให้ผู้ที่ดูแลเด็กซึ่งโดยมากก็คือ “แม่” มีเวลาในการทำงานภารกิจต่างๆในบ้าน เช่น ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า หรือหุงหาอาหาร เป็นต้น ท่วงทำนองการร้องเพลงกล่อมเด็กที่มีลักษณะเป็นการร้องช้าๆ เอื้อนเสียงลากยาว อย่าง เอ เอ้ เอ... หรือ อื่อ อือ... จะทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน และนอนหลับได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การที่เด็กได้ฟังเพลงกล่อมเด็กที่เป็นเสียงของแม่ก็จะเกิดความรู้สึกอบอุ่น มีความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆ ตัว เด็กก็จะนอนหลับได้ง่าย และนอนหลับได้สนิท

2. สร้างความบันเทิงใจ

เพลงกล่อมเด็กนอกจากจะทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน นอนหลับง่ายและเร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความบันเทิงใจให้แก่ผู้ร้องอีกด้วย ในการเลี้ยงดูเด็กนั้นบางครั้งกว่าจะทำให้เด็กหลับได้ก็ต้องใช้เวลานาน การไกวเปลเพียงอย่างเดียวก็อาจทำให้เบื่อ ดังนั้น การร้องเพลงกล่อมเด็กก็จะเป็นการผ่อนคลายอารมณ์เครียดจากการเลี้ยงดูเด็กและการทำงานในชีวิตประจำวันไปด้วยในตัว เป็นการสร้างความบันเทิงใจให้เกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งความบันเทิงใจนี้นอกจากจะเกิดกับตัวผู้ร้องและผู้ฟังโดยตรงคือตัวเด็กแล้ว ยังอาจเกิดกับผู้ฟังรอบข้างที่อยู่ในบริเวณนั้นอีกด้วย โดยความบันเทิงใจอันเกิดจากการได้ฟังเพลงกล่อมเด็กนี้ก็น่าจะมาจากท่วงทำนองลีลาการร้อง น้ำเสียง และอารมณ์ของผู้ร้อง รวมทั้งเนื้อหาของเพลงที่มีความหลากหลายทั้งการแสดงความรัก การปลอบ การขู่ ตลอดจนการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ชวนให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ

3. เป็นทางระบายความคับข้องใจ

เพลงกล่อมเด็กเป็นร้อยกรองที่มีความเป็นอิสระในการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด เช่นเดียวกับเพลงพื้นบ้านโดยทั่วไป บทบาทหน้าที่หนึ่งของเพลงกล่อมเด็กจึงเป็นทางออกที่คนในสังคมใช้ระบายความคับข้องใจที่มีต่อสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเพลงกล่อมเด็กจังหวัดพิษณุโลกมีอยู่หลายเพลงที่มีเนื้อหาในลักษณะที่เป็นการระบายความคับข้องใจในเรื่องต่างๆ เช่น ความคับข้องใจของสามีที่ถูกภรรยาทิ้งไปมีชู้ ดังสะท้อนให้เห็นในเพลงพ่อหม้ายกล่อมลูกที่ว่า

อีนางประวิงเอย มันวิ่งไปตามชู้
มันทิ้งลูกน้อยนอนอู่ นางแม่ก็ไปสุดเอย
ซั้นตะวักตักข้าว แม่ของเจ้าก็เอาไปหมด
ทิ้งไว้แต่ข้าวเย็นเดนขด ทิ้งไว้บนข้าง
แม่ของเจ้าเขาไปตามชู้ ตัวพ่อหารู้ไม่เอย
มาเปิดหม้อก็ไม่มีข้าวสุก มาเปิดกระบุกก็ไม่มีข้าวสาร
จะมีใครใจดีบ้างเล่าเขาจะมาสิทำทาน หยิบเอากระเช้าเอย
ไปตักข้าวที่ในยุ้ง หมายจะมาหุงเป็นก็อาหาร
พอใส่กระเดื่องสองมือพ่อก็จับหลัก สองตีนพ่อก็ซักกาลัน
ข้าวไม่ทันจะแตก ข้าวไม่ทันจะแหลก
เจ้าลูกน้อยก็ตื่นจึงไปอุ้มอีพ่อยอดสร้อย กลัวพ่อลูกน้อยของพ่อจะคันคาย
หยิบเอากระด้งไปปกครกข้าวไว้กับดิน ไอ้ไก่ก็กินหกไปเสียเท่ากัน
นอนไปเถิดเอยลูกนอน พ่อคุณจะอ้อนไปทำไม
นอนไปเถิดเอยพ่อสายใจ พ่อเห็นเจ้าร้องไห้พ่อแทบจะสิ้นลมเอย
มันเป็นเวรของพ่อทำมา มันเป็นวาสนาของเจ้าซะแน่
เจ้าก็มาจากแม่ยังไม่วายนม นอนไปเถิดเอยว่าลูกเน้อ
พ่อจะไปตามแม่เธอมาให้ พ่อจะไปตามแม่ของเจ้า
พ่อก็แสนจะจนจิต ไม่รู้ว่าแม่ของเจ้านั้น
ไปอยู่ทิศอะไร พ่อจะไปเที่ยวสืบเสาะหา
ถึงตีนพ่อจะเน่า ถึงเท้าของพ่อจะพอง
พ่อก็ต้องตามหา แม่ของเจ้าเขาจะมาหรือไม่
หยิบย่ามใส่บ่าเอยสะพาย พอลงบันไดสามขั้น
หันหน้าไปสั่งลูก ให้เอ็งอยู่กับปู่กับย่า
เอ็งอย่าไปกวนตาสิกวนยาย อื้อ อือ ซา ซา

หรือ ความคับข้องใจเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ ว่ายามลูกเขยตกยาก แม่ยายก็มาพรากลูกสาวไป เพราะไม่อยากให้ลูกสาวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากไปด้วย ดังที่ปรากฏในเพลงวัดโบสถ์ว่า

วัดเอยวัดโบสถ์ มาปลูกข้าวโพดสาลี
ยามลูกเขยตกยาก แม่ยายก็พรากลูกสาวหนี
โอ้ข้าวโพดสาลี ป่านฉะนี้ต้องโรยรา

เป็นต้น

4. เป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอน ช่วยขัดเกลาจิตใจ และพฤติกรรม

นอกจากบทบาทหน้าที่โดยตรงของเพลงกล่อมเด็กที่ใช้กล่อมให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้นและหลับสนิทไม่ร้องกวน เพลงกล่อมเด็กยังมีประโยชน์ในแง่เป็นเครื่องมืออบรมสั่งสอนไปในตัว เพราะในเนื้อหาของเพลงกล่อมเด็กมีคติสอนใจทั้งคติธรรมและคติโลกสอดแทรกอยู่ด้วย ในการอบรมสั่งสอนก็มีทั้งที่เป็นการสอนเด็กโดยตรง เช่น สอนไม่ให้ไปเล่นใกล้น้ำใกล้คลองเพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างในเพลงเนื้อเย็นที่ว่า

เนื้อเย็นเอย แม่ไม่ให้ไปเล่นใกล้คลอง
น้ำมันขึ้นมา มันจะพาเจ้าลอยล่อง
เข้าในท้องพระคงคา

หรือสอนไม่ให้ไปตากแดดร้อนๆ จะทำให้เป็นไข้อย่างในเพลงพ่อดอกบัว

นอนไปเถิดเอยแม่จะคอยกล่อม หนูน้อยละม่อมแม่จะไกว
แม่เนื้ออุ่นแม่ทูนหัว ดอกบัวของแม่นอน
แม่เนื้อละเอียดเอย เคียดแม่แล้วเจ้าจะกินนมใคร
นกเขาเอยขันป้อย เย็นลงจักหน่อยจะกลับมาหารัง
อย่าไปตากแดดเอยมันก็ร้อนเป็นไข้ สุดใจเอยแม่นอน
เย็นลงจักหน่อย แม่จะพาเล่นเอยหาดทราย
ไม่ให้ใครจับใครต้อง พ่อเนื้ออุ่นทูนหัว
พ่อดอกบัวเอย ของแม่นอน
นกเขาเอย ขันแต่เช้าเอยจนเย็น
พ่อบุญเรือนเอ้ย ของแม่นอน เออ เอ้อ

ในเพลงพ่อดอกบัวนี้ยังมีนัยสอนให้ลูกรู้ถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกว่ามีแต่แม่เท่านั้นที่คอยดูแลปกป้องเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี ถ้าโกรธแม่แล้วก็จะกินนมใคร เป็นการกล่อมเกลาจิตใจเด็กทางหนึ่งให้เกิดความรักความผูกพันต่อแม่และเกิดความกตัญญู นอกจากนี้ก็ยังมีการอบรมสั่งสอนคนในสังคมโดยทั่วไป เช่น สอนในเรื่องของความรัก ดังที่ปรากฏในเพลงความรักว่า

ชายใดได้เมียสอง รักน้องไม่เท่ากัน
ตีเมียหลวงด้วยท่อนอ้อย ตีเมียน้อยด้วยท่อนจันทน์
รักไม่เสมอกัน บาปนั้นถึงตัว
ตกนรกเพราะรัก มีกงจักรมาตัดหัว

เป็นต้น

จากคุณค่าในเชิงบทบาทหน้าที่ทั้ง ๔ ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้น ทำเห็นได้ว่าเพลงกล่อมเด็กนั้น มีคุณูปการถึง ๓ ต่อ คือ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ร้อง ผู้ฟัง และผู้พลอยได้ฟังอีกด้วย

เครื่องมือส่วนตัว