พระนางพญา

จาก Wiki สารานุกรม จ.พิษณุโลก

ข้ามไปที่: นำทาง, ค้นหา

(ราม วัชรประดิษฐ์), (ศิริเพ็ญ ดาบเพชร)

ในประเทศไทย พระเครื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็นสุดยอด ด้วยคุณสมบัติทางพุทธศิลปะอันงดงาม กอปรกับพุทธคุณที่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เป็นเลิศปรากฏเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ ซึ่งพระบูชาและพระเครื่องได้ถูกรวบรวมขึ้นเป็นชุดเบญจภาคี โดย เสธ.ประจญ กิตติประวัติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามปากกา “ตรียัมปวาย” ซึ่งพระเครื่อง 5 ประเภทนั้น ได้แก่

1. พระสมเด็จของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
2. พระนางพญา วัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
3. พระรอด วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน
4. พระกำแพงซุ้มกอ จังหวัดกำแพงเพชร
5. พระผงสุพรรณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี .


ในแต่ละพิมพ์ก็จะมีประวัติวิธีการสร้างและเอกลักษณ์แม่พิมพ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป เริ่มด้วยเนื้อมวลสารในการสร้างองค์พระ ทั้ง 5 พิมพ์นี้สามารถแยกเนื้อมวลสารออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเนื้อผง และประเภทเนื้อดินที่ผ่านการเผา

สำหรับพระนางพญานั้นเป็นพระประเภท “พระเนื้อดินเผา” ซึ่งเหมือนกับพระอีก 4 ประเภทในกลุ่มเบญจภาคี คือ พระนางพญา พระรอด พระกำแพงซุ้มกอ และพระผงสุพรรณ ซึ่งจะมีคุณลักษณะที่เหมือนกันประการหนึ่งก็คือมวลสารหลักเป็น "ดินมงคล" อันเป็นดินบริสุทธิ์ที่ปราศจากการเหยียบย่ำ ตามคติโบราณจะนำดินจากสังเวชนียสถาน คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มาจัดสร้าง หรือส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้ "ดินกลางใจเมือง" ซึ่งถือกันว่าเป็นดินบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ และดินในแต่ละแห่งนั้นก็จะมีความแตกต่างกัน อันเป็นผลให้คุณสมบัติของพระเนื้อดินเผาของพระแต่ละพิมพ์มีความแตกต่างกันด้วย

เมื่อได้ “ดิน” ที่ต้องการแล้ว นำมาผสมกับมวลสารประกอบต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพิมพ์ อันได้แก่ เนื้อว่าน น้ำว่าน เกสรดอกไม้ ฯลฯ หมักและนวดให้ได้ที่ จากนั้นกดเนื้อดินกับแม่พิมพ์ดินเผา แล้วนำมาผึ่งให้แห้งก่อนนำเข้าเตาเผา ซึ่งอาจใส่หม้อหรือไหดินเผาเพื่อไม่ให้องค์พระเปื้อนดินทรายที่รองพื้นอยู่ภายในเตา เพื่อเข้าสู่กระบวนการผ่านความร้อนกลายเป็นเนื้อดินเผา ก็เป็นอันเสร็จกรรมวิธี

การเผาในสมัยก่อนนั้น เนื่องจากความกว้างของพื้นที่ภายในเตา ประกอบกับการสุมฟืนแบบโบราณ ทำให้องค์พระได้รับความร้อนไม่เท่ากัน ลักษณะสีสันขององค์พระจึงแตกต่างกันไป ได้แก่ สีเหลือง สีแดง สีมอย สีพิกุลแห้ง สีดำ และสีเขียว ซึ่งสีที่เกิดนี้สามารถอธิบายถึงลักษณะอันเกิดจากการเผาได้อันเป็นจุดหนึ่งของการพิจารณา อาทิ องค์พระสีดำ จะมีขนาดใหญ่กว่าสีอื่น เนื่องจากได้รับความร้อนน้อยจึงไม่เกิดการหดตัวของเนื้อดินเท่ากับสีอื่น องค์พระสีเขียว เป็นพระได้รับความร้อนมากกว่าสีอื่น จึงมีลักษณะเล็กแกร่ง หรือที่คนโบราณเรียกว่า "ดินตรัสรู้" หรือ "แก่ไฟ"

จุดสำคัญสำหรับสังเกตพระเนื้อดินที่ผ่านการเผานั้น ถ้าใช้กล้องส่องดูจะเห็นปฏิกิริยาที่เรียกว่า "Plastic cover" อันเกิดจากปฏิกิริยาจากดินซึ่งได้รับความร้อนสูง แร่ธาตุต่างๆ ภายในจึงละลายออกมาสู่ผิวขององค์พระ แปรสภาพของพื้นผิวชั้นนอกเป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมคล้ายกับถูกเคลือบเป็นมันไว้บางๆ เหมือนการเผาอิฐมอญที่พบเห็นกันอยู่ทั่วไป ต่อมาเมื่อผ่านการบรรจุกรุ ฝังดิน หรือถูกแช่น้ำ เป็นระยะเวลานานหลายร้อยปี จะเกิดการย่อยสลายของผิวชั้นนอก เมื่อเอากล้องส่องดูจะพบความนุ่มนวลอยู่ตลอดองค์พระ ที่เรียกว่าผิวหนึกนุ่มและแห้งด้าน พื้นผิวจะปราศจากความมันซึ่งเกิดจากการเผา แต่ถ้าองค์พระถูกนำมาใช้ ผ่านการสัมผัสหรือเสียดสีจะเกิดเป็นความมันในอีกลักษณะหนึ่ง และพระที่บรรจุกรุมักจะเกิดการทับถมของผิวชั้นนอกจากฝุ่นละอองภายในกรุ เมื่อถูกสัมผัสหรือเสียดสีก็จะเกิดความมันเช่นกันแต่คนละแบบกัน

สำหรับ “พระนางพญา” นั้นดินที่ใช้จะเป็นดินในบริเวณจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีส่วนผสมของกรวดทราย เราจะสังเกตเห็นเม็ดทรายละเอียดปะปนอยู่ ซึ่งบางคนเข้าใจว่าเป็นแร่ธาตุ แต่ความจริงก็คือ เม็ดกรวดทรายนั่นเอง และเมื่อผ่านการเผาก็จะปรากฏเม็ดผดซึ่งเกิดจากจากปฏิกิริยาของกรวดทรายที่ถูกความร้อน โดยเฉพาะกรุพระที่อยู่ในพระเจดีย์ที่บรรจุเป็นกรุที่เปียกชื้นเรียกว่าเกือบจะแช่ในน้ำ ที่เรียกว่า "กรุน้ำ" นั้น ผิวองค์พระก็จะถูกน้ำกัดกร่อน มีเม็ดกรวดทรายลอยเป็นเม็ดผดเห็นได้ชัด "เม็ดผด" อันกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณา

การแตกกรุของพระพิมพ์นางพญา
การแตกกรุของพระพิมพ์นางพญานั้นเกิดขึ้นตรงกับช่วงปี พ.ศ.2444 เนื่องจากว่ามีผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่งมาขุดพระเจดีย์ที่พังทะลายฝังจมดินอยู่บริเวณด้านหน้าของวัดนางพญา ซึ่งการขุดพระเจดีย์นี้ทำให้พบพระนางพญาเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าประชาชนจังหวัดพิษณุโลกไม่ได้ให้ความสนใจกับพระที่ขุดพบ ดังนั้นพระนางพญาที่ถูกค้นพบจึงถูกเก็บไว้ที่วัดนางพญาและอาจจะถูกนำไปบรรจุกรุยังที่อื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการนำพระนางพญาที่ขุดพบขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งข้าราชบริพารที่ได้รับพระราชทานในคราวนั้นได้นำไปบรรจุไว้ในยังกรุวัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ จึงทำให้เกิดพบพระพิมพ์นางพญาที่กรุงเทพมหานครด้วย ดังเช่นที่ “ตรียัมปวาย” ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่อง ฯ เล่มที่ 2 เรื่อง นางพญาและพระเครื่องสำคัญว่า มีการพบพระพิมพ์นางพญากรุวัดนางพญา ขึ้นที่กรุวัดอินทรวิหาร กรุงเทพพระมหานคร

พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง พบในกรุวัดอินทรวิหาร มีคราบสนิมเหล็กของบาตรพระปรากฎอยู่
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1996, พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก, Precious Magazine Special Vol.1, หน้า 225

พุทธศิลปะพระนางพญา
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีทำให้ทราบว่าพระนางพญาเป็นการผสมผสานทางด้านศิลปะของสุโขทัยและอยุธยามีการตัดขอบแม่พิมพ์ด้วยตอกชิดองค์พระ ส่วนด้านหลังจะมีรอยหดตัวด้วยอายุการสร้างซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่าอายุประมาณ 500-600 ปี จะเห็นได้ว่าพระพิมพ์นางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระเครื่องที่มีความสำคัญและปรากฎหลักฐานการสร้างและการค้นพบมาแต่โบราณ พุทธลักษณะที่งดงาม อีกทั้งคำเล่าขานทางด้านพุทธาคมทำให้ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในสุดยอดพระเครื่องแห่งสยามประเทศ ที่เรียกขานกันมาว่า “เบญจภาคี” จากการเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนางพญา วัดนางพญา จ.พิษณุโลก เป็นพระเนื้อดินเผา รูปทรงสามเหลี่ยม พุทธศิลปะสมัยสุโขทัย พุทธลักษณะองค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาพาดที่พระชานุ หรือ หัวเข่า พระหัตถ์ซ้ายวางตรงหน้าพระเพลา พระเกศเมาลีมีลักษณะคล้ายปลีกล้วย แบ่งแยกแม่พิมพ์ได้ทั้งหมด 6 พิมพ์ ดังนี้
1. พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง จัดเป็นพระพิมพ์ใหญ่ พระเพลาหรือหน้าตักมีลักษณะงอโค้ง คล้ายท้องเรือสำเภาเป็นที่มาแห่งชื่อแม่พิมพ์ นับเป็นพิมพ์พระประธานของพระนางพญา

พระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1996, พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก, Precious Magazine Special Vol.1, หน้า 252-253

2. พระนางพญาพิมพ์เข่าตรง จัดเป็นพระพิมพ์ใหญ่ แต่พระเพลาหรือหน้าตักมีลักษณะเป็นเส้นตรงไม่งอโค้ง แบ่งเป็น 2 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์เข่าตรงมือไม่ตกเข่า และพิมพ์เข่าตรงมือตกเข่า อันหมายถึง ปลายพระหัตถ์ยื่นเลยหัวเข่าลงมา

พระนางพญามือไม่ตกเข่า พระนางพญาพิมพ์มือตกเข่า กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.8-9, ปกหลังนอก

3. พระนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่ จัดเป็นพระพิมพ์ใหญ่ มีลักษณะพิเศษคือ มีพระอุระหรือหน้าอกนูนใหญ่มาก เป็นพระนางพญาที่หาได้ยากพิมพ์หนึ่ง

พระนางพญาพิมพ์อกนูนใหญ่ กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.10, ปกหลังนอก

4.พระนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ จัดเป็นพระพิมพ์เล็ก ชายผ้าสังฆาฏิที่แล่นพาดผ่านพระอุระจะมีลักษณะหนาใหญ่ เป็นที่มาแห่งชื่อแม่พิมพ์ เป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่พระนางพญาพิมพ์เล็ก

พระนางพญาพิมพ์สังฆาฏิ กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.11, ปกหลังนอก

5. พระนางพญาพิมพ์เทวดา จัดเป็นพระพิมพ์เล็ก บริเวณพระเกศมาลามีลักษณะคล้ายเทวดาสวมมงกุฏ คนโบราณจึงเรียกพิมพ์เทวดา แต่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า นางพญาพิมพ์อกแฟบ

พระนางพญา พิมพ์เทวดา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.12, ปกหลังนอก

6. พระนางพญาพิมพ์อกนูนเล็ก จัดเป็นพระพิมพ์เล็ก พระอุระหรือหน้าอกมีลักษณะนูน

พระนางพญา พิมพ์อกนูนเล็ก กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
ที่มาของรูปภาพ: ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.13, ปกหลังนอก

[แก้ไข] บรรณานุกรม

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จ, 2424, คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ ร.ศ.120 (พ.ศ.2444), จาก พระราชหัตถเลขา คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ ในรัชกาลที่ 5
นับในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่างๆ เป็นภาคที่ 5, 2465, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไท
ตรียัมปวาย (นามแฝง), 2497, ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่มที่ 2 เรื่อง พระนางพญาและพระเครื่องฯ สำคัญ จังหวัดพิษณุโลก, กรุงเทพ: สำนักพิมพ์คลังวิทยา
จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนาและคณะ, 2551, การวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ การเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือของรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2444 (ร.ศ.120),
พิษณุโลก: สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ราม วัชรประดิษฐ์, 1996, พระนางพญา กรุวัดนางพญา พิษณุโลก, Precious Magazine Special Vol.1, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ เจ.ฟิลม์ โปรเซส จำกัด
ราม วัชรประดิษฐ์, 1995-1996, ดูแบบเซียน, Precious Magazine Vol.8-15, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ เจ.ฟิลม์ โปรเซส จำกัด
ราม วัชรประดิษฐ์ และ วิวัฒน์ อุดมกัลยารักษ์, 2542, เบญจภาคีมรดกไทย ปี 2542, กรุงเทพฯ: องค์การค้าคุรุสภา
กลับหน้าหลักภาพ:button_next.gif
เครื่องมือส่วนตัว